เทศน์เช้า วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมที่แสวงหาของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นความยุติธรรม
ความยุติธรรมๆ ทุกคนเรียกร้องความเป็นธรรมๆ ถ้าความเป็นธรรม ถ้าเรามีสติปัญญากันนะ เราจะให้ความเป็นธรรมกับชีวิตนี้
ชีวิตนี้เราเกิดมาจากอวิชชา เกิดมาจากพญามาร ชีวิตนี้ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะจริงตามสมมุติ จริงตามสมมุติไง ถ้าจริงตามสมมุติมันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติเพราะมันสิ่งมีชีวิต มันต้องมีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การเกิด การแก่ การเจ็บ การตายมันมีอวิชชาคือพญามารที่ปิดบังหัวใจนี้ไว้ แล้วเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันก็คิดตามจินตนาการของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก
ถ้าเป็นธรรมๆ ไง มันเป็นความจริง ถ้าเป็นความจริง เราอยู่กับความจริงนี้ ถ้าอยู่กับความจริง อยู่กับความสุจริต อยู่กับความยุติธรรม อยู่กับความยุติธรรม มันจะตกทุกข์ได้ยาก มันจะคาบช้อนเงินช้อนทอง มันก็เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา
ถ้ากุสลา ธมฺมา พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล พระสีวลีเป็นผู้มีลาภมากที่สุด ทุคตะเข็ญใจเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ฉันข้าวไม่เคยอิ่มเลย แต่ก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน
คำว่า “เป็นพระอรหันต์” เป็นอริยสัจ เป็นสัจจะความจริงที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ววางธรรมวินัยนี้ไว้ ใครมีอำนาจวาสนา ใครมีสติปัญญาขึ้นมา ฝึกหัดใจของตน ถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมา เห็นไหม มันไม่ย่อท้อ มันไม่ท้อแท้ แล้วสิ่งที่ไม่ย่อท้อ ไม่ท้อแท้เกิดมาจากไหน เกิดมาจากพระโพธิสัตว์ๆ พระโพธิสัตว์สร้างอำนาจวาสนาจิตใจดวงนี้จนมีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันไม่อ่อนแอไง มันไม่อ่อนแอ มันไม่หลงไปกับพญามารให้พญามารชักนำไป
ทั้งๆ ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ โลภ อยากได้มรรคได้ผล ถ้าอยากได้มรรคได้ผล ได้มรรคได้ผลด้วยความเป็นจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสาธุ สาธุเพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง
แต่ถ้าความโลภของกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันตะครุบเอา มันอยากได้ อยากดี อยากเด่น อยากตะครุบเอา แล้วมันไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น มันไม่เป็นความจริงทั้งสิ้นเพราะมันเข้ากับมารไง มันเข้ากับกิเลสไง มันเข้ากับความพอใจของตนไง
ความชอบใจ ความพอใจ ไม่ใช่ธรรม
ความเป็นธรรมๆ นะ ตรัสรู้เองโดยชอบโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราประพฤติปฏิบัติเจียนตาย เจียนตายทั้งนั้นน่ะ ประวัติครูบาอาจารย์ของเรา กระเสือกกระสนขึ้นมาให้มันเป็นความจริง เป็นความจริงที่ไหน เพราะมันต้องเอาชนะตนเอง
แค่เอาชนะตนเองนะ ถ้ามีสติปัญญานะ มีสติปัญญา ทางวิทยาศาสตร์ทางโลกเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือทำให้สงบระงับได้ แค่สงบระงับนะ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรมมันจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิ
ไอ้ว่างๆ ว่างๆ ไอ้ที่มีความสุข
นั่นน่ะคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด แต่ก็ต้องใช้ความคิด ความคิดนั้นเป็นความคิดให้หยุดคิด แต่หยุดแค่แว็บๆๆ ถ้าหยุดได้สัมผัสหน่อยเดียวมันก็มหัศจรรย์ในใจของมัน เห็นไหม
นั่นน่ะถ้าเป็นสูงสุดของโลกเขาเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือไตร่ตรองธรรมะ คือพิจารณาธรรมะ
ของใคร
ของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นธรรมวินัยเป็นศาสดา ไม่ใช่ของเรา เพราะเราคิดเองไม่ได้ เราคิดเองไม่เป็น แต่เราศึกษาค้นคว้ามาแล้วเราคิด คิดตามนั้น พอคิดตามนั้นมันก็มีเหตุมีผลไง หยุด มันต้องหยุด มันไปไม่ได้หรอก
ที่มันไปได้มันเป็นเพราะความเป็นมาร เป็นอวิชชา เป็นความไม่รู้ เพราะไม่รู้มันถึงไป แต่ถ้ามันคิดโดยธรรมะๆ ไง แต่ธรรมะของใคร
แต่ถ้าเป็นการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามีอำนาจวาสนานะ ถ้าปัญญาอบรมสมาธิแล้วมันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม เพราะมันหยุด ก็ไอ้แค่หยุด การเคลื่อนไหวแล้วหยุดนิ่ง แต่มันยังไม่ทำอะไรเลยนะน่ะ ถ้าไม่มีวาสนาก็แค่นั้นน่ะ
วาสนา วาสนามาจากไหนล่ะ
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย เราเป็นคนอำนาจวาสนาน้อย อายุแค่ ๘๐ ปีไง พระศรีอริยเมตไตรยข้างหน้าอายุ ๘๐,๐๐๐ ปีไง สิ่งที่สร้างสมบุญญาธิการมามันต้องมีเหตุมีผล มันต้องมีที่มาที่ไปทั้งนั้นแหละ มันไม่ใช่เราคิดเองเออเอง คิดเองเออเอง เข้าใจเอง พอใจเอง กิเลสทั้งนั้นน่ะ แต่มันไม่ฉงนใจไง
ถ้ามันฉงนใจนะ เอ๊ะ! เฮ้ย! มันจริงหรือ มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ครูบาอาจารย์ของเรานะ ตรวจสอบตลอดเวลา มันจริงหรือไม่จริงที่เราทำมานี่
ฟังธรรมๆ สัจธรรมอันนั้นมาจากไหนไง
ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติที่ไม่มีอำนาจวาสนานะ มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น มันไม่มี แล้วปัจจุบันนี้ก็สักแต่ว่ามันก็ไม่มี ก็มันไม่มีไง เพราะมันไม่มี เวลาพวกเราไม่ต้องมีขณะไง พวกเราไม่ต้องมีอริยสัจไง พวกเราไม่นิโรธ คือไม่เข้าใจ ไม่รู้อะไรเลยไง ก็มันไม่มีไง ก็มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น ก็มันไม่มี แล้วเอ็งปฏิบัติก็ปฏิบัติด้วยความไม่มี แล้วก็ไม่มีอะไรเลย
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมีนะ มีสติ
เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ แค่มีสติสัมปชัญญะมันหยุดหมดน่ะ ไอ้ที่พล่ามๆๆ นั่นน่ะมันบ้า ไอ้ที่หยุด เออ! กูมีสติ เพราะมันไม่ใช่กาลเทศะ
ไม่มีใครถามอะไรเราเลย ไม่มีใครขอร้องเราเลย พล่ามๆๆ เหมือนคนบ้าเลย เฮ้ย! มันมีธรรมว่ะ มันธรรมอะไรของมันวะ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามีสติ ถ้ามีสติมันก็รู้แล้ว มันใช่หรือไม่ใช่ กาลเทศะมันเป็นอย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่อะไรทั้งสิ้นเลย มันไม่มีใครมาขอร้องให้พล่ามๆๆ เลย เอ็งอยากจะพล่ามๆๆ ของเอ็งคนเดียวนั่นแหละ แต่ของเขานะ เขาหยุดได้ด้วยสติ แค่สติมันยับยั้งสิ่งนั้นได้ทั้งหมดน่ะ
แล้วมีสติ สติแล้วมีการกระทำขึ้นมา ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ ตัวเรารู้ตัว เพราะสมาธิมีสติสัมปชัญญะพร้อม มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มันถึงเป็นสัมมาสมาธิ
เพราะสัมมาสมาธิก็แค่มันหยุด สมถกรรมฐานๆ ที่เขาดูถูกดูแคลนกันอยู่นี่ไง นี่ไง เพราะสมถกรรมฐาน พวกสมถะ พวกสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แก้กิเลสไม่ได้
มึงไม่มีสมาธิมึงจะแก้อะไร เพราะมันแก้ก็ไม่มีไง เพราะมันไม่มีก็ไม่รู้ไง ไม่รู้มันก็ไม่รู้จักสมาธิไง ว่างๆ ว่างๆ นั่นอารมณ์ทั้งนั้นน่ะ มันไม่รู้
ถ้ามันรู้ มันรู้ นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอานาปานสติ ไม่มีใช่ไหม ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขวนขวายทำไม
ตั้งแต่คืนนี้ ถ้าเรานั่งลงแล้วนะ ถ้าไม่ตรัสรู้ เราจะไม่ลุกจากที่นั่งนั้นเลย จะตายก็ให้มันตายคาบัลลังก์การภาวนานี้เลย
ตั้งแต่กำหนดอานาปานสติไง เวลาจิตสงบเข้ามา บุพเพนิวาสานุสติญาณมันไป ดึงกลับ มีสติสัมปชัญญะดึงกลับ จุตูปปาตญาณก็ดึงกลับ ดึงกลับ ถ้ามันไปก็ไปจบไง ถ้ามันไปเลย ก็นี่ไง อดีตไม่มีที่สิ้นสุด อนาคตไม่มีที่สิ้นสุด แล้วไปไหนล่ะ
ขนาดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดึงกลับ พอดึงกลับขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา
ไม่มีใช่ไหม ไม่มี มรรคเกิดได้อย่างไร
“สุภัททะ เธออย่าถามให้มากไปเลย ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล”
ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ก็มันไม่มีไง ก็มันไม่มีก็ไม่มีอะไรเลยไง ก็มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น แล้วปฏิบัตินี้ก็ไม่มี
ไม่มีได้อย่างไร ไม่มีก็จับต้องอะไรไม่ได้ไง ถ้ามันมีสิ แล้วมีแล้วฝึกฝนขุดคุ้ยค้นคว้า ไอ้ขุดคุ้ยค้นคว้านี่สำคัญมาก ถ้ามันขุดคุ้ยค้นคว้าไม่เป็นมันก็หาเหตุไม่เป็น เหมือนเราไปโรงพยาบาล “หมอ เป็นโรคอะไร” แล้วหมอตรวจโรคไม่ได้ หมอค้นหาโรคเราไม่ได้ ก็รักษาตามอาการเท่านั้นล่ะ รักษาตามอาการเพราะไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร รักษาตามอาการไป เพราะมันไม่มี ก็มันไม่รู้ ก็ตามอาการไป แล้วก็เวียนตายว่ายเกิดในวัฏฏะไม่มีวันจบไม่มีวันสิ้น
แต่ถ้ามันมี มันแก้เหตุ
มันต้องมี ไม่มีได้อย่างไร ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณตรัสรู้เองโดยชอบ ถ้าไม่มีมันก็ไม่ชอบ ไม่ชอบมันก็หลงใหล มันก็พล่ามๆๆ ของมันอยู่นั่นน่ะ มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
แต่ถ้ามันจะเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมานะ หยุดพล่าม ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องรู้ความผิดพลาดของตน ตนต้องรู้จักตน แล้วตนต้องควบคุมตนได้ ควบคุมตนได้แล้วทำตัวตนของเราให้สงบระงับเข้ามา เพราะอะไร
เพราะกิเลสมันอยู่ที่ฐีติจิต ต้นเหตุอยู่ที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่ ไม่ใช่บุคคลคนอื่น ไม่ใช่สังคม ไม่ใช่ใครๆ ทั้งสิ้น
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์เกิดจากใคร เกิดจากพ่อจากแม่ จากพ่อแม่ใช่ไหม จิตเอ็งต่างหาก จิตที่ปฏิสนธิในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ การกำเนิด ๔ การเกิด เกิดในกำเนิด ๔ นี้เท่านั้น โอปปาติกะ เทวดา อินทร์ พรหมนั่นไง นั่นก็เกิดโอปปาติกะ ในไข่ ในครรภ์ น้ำครำนั่นน่ะ ดูสิ เชื้อโรคนั่นน่ะ มันอยู่ไหน สิ่งมีชีวิตทั้งนั้น แล้วเกิดจากไหนล่ะ เกิดจากกรรม กรรมดี กรรมชั่ว
ถ้ามีวาสนา มีวาสนาหน่อยมันจะได้คิดเป็น คิดได้ ไม่มีวาสนามันพล่ามๆๆ ส่งออกไปนู่น บ้าบอคอแตก
ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันระงับที่ตัวเรานี่ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องแก้ไขตนให้ได้ก่อน สอนตนให้ได้ก่อนเถอะ สอนตน สอนตน สอนตนให้ได้ก่อน ก่อนที่จะไปสอนคนอื่น ถ้ามันไม่มีความจริง จะเอาอะไรไปสอนเขา มันก็พล่ามๆๆ เหมือนกันทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเป็นความจริงๆ นะ คนที่เขาแสวงหา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขาของท่านนะ ใครแสวงหาท่านต้องกระเสือกกระสนไปหาท่าน ถ้าไปหาท่านแล้ว ไปหาท่านยังไม่รับเลย
นี่ไง ถ้าเป็นฆราวาส เป็นโลก มันก็เป็นโลก เป็นแค่ระดับของทาน ของผู้ที่ภาวนา ภาวนาแค่ไหน แล้วภาวนาๆ ตอนนี้ ทุกคนเห่อเหิมทะเยอทะยานไง จะพ้นทุกข์ๆ ไง ก็เป็นเหยื่อทั้งนั้นน่ะ ไปเป็นเหยื่อเขา บรรลุธรรมๆ เอาธรรมะมาเป็นสินค้า เอาเป็นธุรกิจ มันเป็นศาสนาที่ไหนล่ะ
ศาสนาเป็นทาน เป็นการให้ ให้โดยไม่หวังผลใดๆ ทั้งสิ้น การให้ทานที่สูงที่สุดคือการทิ้งเหว การให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น มันได้ผล
ไอ้นี่เหมือนธุรกิจเลยนะ มันจะได้อะไรขึ้นมา มันจะมีอะไรขึ้นมา มันจะจับต้องสิ่งใดขึ้นมา เป็นธุรกิจไปเลย แล้วแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนอะไร
ถ้าเป็นธรรมๆ ให้ด้วยความเป็นทาน ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นมันถึงสืบต่อๆ กันไปไง จากรุ่นสู่รุ่นไง ถ้าจากรุ่นสู่รุ่นมันก็เป็นธรรมไง ไอ้นี่มันจะเอาสิ่งใดมาเป็นประโยชน์กับตัวเองไง
สอนตนให้ได้แล้ว เพราะอะไร เพราะวิมุตติสุขๆ มันปล่อยวางหมดน่ะ มันเป็นเรื่องของโลก มันเป็นเรื่องสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันแปรปรวนตลอด แล้วมันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ มูลค่าเดี๋ยวก็เฟื่องฟู เดี๋ยวก็ยุบยอบ มูลค่าต่างๆ มันเจริญแล้วมันเสื่อมลงเป็นเรื่องธรรมดา เสื่อมจนไม่มีค่าแล้วกันล่ะ แล้วสิ่งที่ไม่มีค่าแล้วเอ็งไปตะครุบ มันได้อะไร
นี่ไง โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ยศถาบรรดาศักดิ์มันก็เป็นยุคเป็นคราว เวลาพอมันเสื่อมค่าแล้ว ให้ก็ไม่เอานะ ให้ เป็นภาระต้องดูแลด้วย แต่เวลามันบูมนะ โอ้โฮ! คนแสวงหากันทั้งนั้นน่ะ แล้วมันได้อะไรขึ้นมา
ดูสิ ดูทางธุรกิจ เวลาสายพันธุ์ไม้ โอ้โฮ! ต้นเป็นล้านๆ สิบๆ ล้าน พอเลิกเห่อ จบเลยนะ กลายเป็นหญ้าทิ้งมันอยู่ข้างทาง แต่เวลามันเห่อ มันเห่อขนาดนั้นน่ะ แล้วถ้ามีสติปัญญา จะไปวุ่นวายอะไรกับเรื่องอย่างนี้ ถ้ามีวิหารธรรมในหัวใจด้วย จบเลยนะ
จะสอนเขาต่อเมื่อคนที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วย เขาไปแล้วเขาพร้อมไปหาหมอ คือคนที่เขาสนใจ คนที่เขาแก้จิตๆ ไง
เวลาแก้จิตๆ หลวงปู่มั่นนะ เวลาเตือนพระตลอดเวลา เวลาท่านจะนิพพานไง “หมู่คณะรีบปฏิบัติเข้ามานะ แก้จิตแก้ยากนะ คนแก้หายาก ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ”
จะแก้เพราะท่านรู้จักวาระจิต ท่านรู้จักจิตตภาวนา
ไอ้พล่ามๆๆ มันไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย
ถ้าคนที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยเขาไปหาหมอ เขาก็อยากหาย คนที่ประพฤติปฏิบัติเขาติดขัดของเขา ถ้าคนที่ประพฤติปฏิบัติของเขานะ เขารู้นะ เพราะอะไร เขาฝึกหัดสมาธิแล้ว แล้วมันไปไม่ได้ ถ้าเขาฝึกหัดสมาธิแล้ว เวลาบุคคลคู่ที่ ๑ เขาเห็นกิเลสแล้วเขาไปไม่ได้ นั่นน่ะ มันแก้อย่างนั้นมันถึงจะเป็นประโยชน์ เวลามันเป็นประโยชน์ มันเป็นวิธีการแก้จิต ไม่ใช่พล่ามๆๆ มันเรื่องไร้สาระ มันเรื่องน่าอาย น่าอาย น่าอายมากๆ มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอกวัดปฏิบัติน่ะ
วัดปฏิบัติเขาปฏิบัติของเขา คนที่แสวงหาเขาแสวงหาขนาดไหน เขาแสวงหามาแล้ว สิ่งที่เขาแสวงหามามันสมควรหรือไม่สมควร
มันเป็นไปได้ยาก การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง ฟังธรรมๆ สิ่งที่แสวงหา แก่นของกิเลสคือทิฏฐิมานะในหัวใจของตน อารมณ์ความรู้สึกมันเกิดดับๆ อยู่แล้วแหละ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลย ก็มันเกิดดับไง มันไม่มีอะไรเลย มันว่างเปล่าไง มันไม่มีอะไรเลย ก็มันไม่มีอะไรเลยไง
โอ้โฮ! เวรกรรม
ถ้าเขาไม่มีอะไรเลยมันก็เป็นสังคมของเขา สังคมของโลกเขาคิดกันอย่างนั้น แล้วเขาเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะเขายังพิสูจน์และตรวจสอบไม่ได้
สังคมกรรมฐานมันพิสูจน์ตรวจสอบมาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสร้างธรรมทายาทของท่าน มันต้องมีทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะนิโรธ นิโรธดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ สมบูรณ์แบบ เห็นไหม มันเป็นจริงอย่างไร มันมีการพิสูจน์และตรวจสอบ แล้วเป็นอย่างใด ทำอย่างใด เหลืออะไร พระพุทธศาสนามันถึงแวววาว พระพุทธศาสนามันถึงมีคุณค่าไง มันถึงแก้ทุกข์ได้ตามความเป็นจริงไง
ไอ้นี่มันไปตามกระแสสังคม เห่อกันพักๆ หนึ่ง ไฟไหม้ฟางไง แล้วก็จบกันแค่นั้นไง แล้วพระพุทธศาสนามีแค่นี้หรือวะ แห่กันไปก็แห่กันมา
เฮ้ย! ไม่ต้องแห่ก็ได้ เดี๋ยวนี้เขากดเอาๆ อู้ฮู! แสงมันมีร้อยแปดพันเก้า มันเรื่องไร้สาระมากๆ เลย ชีวิตเราเกิดมาเพื่อความไร้สาระเหรอวะ แล้วบวชมาเป็นพระด้วย แล้วเป็นพระที่ไร้สาระมันน่าอาย
ถ้าเป็นพระที่ดีงามเขามีสติของเขา เขาต้องฝึกตัวตนของเขา แล้วการเคลื่อนไหว การเหยียดการคู้ มันรู้อยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว ถ้ามีสติสัมปชัญญะไง แล้วถ้าเป็นความสงบมันต้องถนอมรักษา
การรักษา ชำนาญในวสี ชำนาญในวสีแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ นั่นแหละมันมีแล้ว พอมันมี มันเสื่อม มันเจียนตาย จิตเสื่อม
จิตมีเจริญแล้วเสื่อม เพราะไม่มีอะไรเลยก็ไม่เคยมี แล้วก็ไม่เคยเสื่อม ก็มันไม่มีมันจะเสื่อมได้อย่างไร ก็มันไม่มี แต่ถ้าของมันมีนะ มันมีมูลค่า มันมีเสื่อมค่า
แล้วถ้ามูลค่าโดยธรรม เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา วิหารธรรมๆ มันมีมูลค่ามากกว่าโลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มันมีมูลค่ากว่านั้นหลายร้อยหลายพันเท่า จนสิ่งนั้นไม่มีมูลค่าจะเข้ามาสู่ใจดวงนั้นได้ ถ้ามันเข้ามาได้เขาก็ไม่แสวงหาไง เขาก็ไม่พล่ามๆๆ บ้าบอคอแตกไง ไอ้พล่ามๆๆ นั่นน่ะมันฟ้องถึงว่ามันไม่มีมูลค่า เอวัง